วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความหมายของ IOT

       นิยามของ Internet of Things (IoT) หมายถึง การที่สิ่งต่างๆ ถูกเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต ทำให้มนุษย์สามารถสั่งการ ควบคุมใช้งานอุปกรณ์ต่างๆผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น การสั่งเปิด-ปิด อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสาร เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องมือทางการเกษตร เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม อาคาร บ้านเรือน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น หากวันนั้นมาถึงอย่างเต็มรูปแบบ จะเป็นทั้งประโยชน์อย่างมหาศาล และมีความเสี่ยงไปพร้อมๆ กัน เพราะหากระบบรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไม่ดีพอ จะทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามากระทำการที่ไม่พึงประสงค์ต่ออุปกรณ์ข้อมูลสารสนเทศหรือความเป็นส่วนตัวของบุคคลได้
       แนวคิดในเรื่องเครือข่ายของ Smart devices ดังกล่าวข้างต้น มีมาตั้งแต่ปี 1982 (2525) โดยมีการสร้างตู้หยอดเหรียญซื้อโค้กที่ Carnegie Mellon University (เดิมชื่อ Carnegie Institute of Technology) ซึ่งประดิษฐกรรมนี้เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตเครื่องแรกของโลก ตู้นี้สามารถรายงานว่ามีสต็อกเหลืออยู่กี่กระป๋อง กระป๋องที่ใส่เข้าไปเย็นหรือยังฯลฯ ในปี 1991 (2534) Mark Weiser เขียนบทความสำคัญชื่อ “The Computer of the 21th Century” และตามมาด้วยงานเขียนของนักวิชาการอีกหลายคนจนเกิดวิสัยทัศน์ในเรื่อง IoT ขึ้น แนวคิดของ IoT พัฒนาเป็นลำดับจนเกิดโมเมนตัมในปี 1999 (2542) โดยเป็นความคิดในเรื่องการสื่อสารชนิดจากอุปกรณ์ถึงอุปกรณ์ (Device to Device: D2D) เช่น ตู้เย็นถึงมือถือ มือถือถึงเครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรถึงเครื่องจักร ฯลฯ IoT ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ ในตอนแรกคิดว่าการสื่อสารถึงกันผ่าน Radio-frequency identification (RFID) เป็นเงื่อนไขสำคัญของ IoT โดยคิดว่าถ้าทุกสิ่งของและมนุษย์ทุกคนมี ID (identification) แล้ว คอมพิวเตอร์ก็สามารถจัดการได้เกือบทุกเรื่อง โดยทั่วไปแล้ว IoT ในปัจจุบันปรากฏผสมผสานอยู่ในรูปแบบของบ้านอัจฉริยะ แอปพลิเคชั่น (applications) อุปกรณ์สวมใส่ และชิ้นส่วนอุปกรณ์ในภาคอุตสาหกรรม แต่ความเป็นจริง IoT มีมากกว่านั้น ซึ่ง IoT Analytics สามารถจำแนกได้ออกเป็น 2 ส่วน คือ ผู้บริโภค และภาคธุรกิจ โดยในส่วนของผู้บริโภคสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย ได้แก่ การใช้งานภายในบ้าน การใช้ชีวิต สุขภาพ และยานยนต์ และสำหรับการใช้งานในภาคธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มย่อยด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มธุรกิจสุขภาพ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธุรกิจยานยนต์ เมือง ภาคผลิต ภาคบริการ และอื่นๆ ทั้งนี้โดยรวมแล้วเราจะบอกได้เกือบเต็มปากว่า เราได้ใช้แนวคิดของ Internet of Things กันมาได้สักพักนึงแล้ว ไม่เพียงแค่เรื่องของการใช้ในรูปแบบของบ้านอัจฉริยะ แต่ยังรวมไปถึงการเก็บข้อมูลต่างๆหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูล กันในระบบ Cloud ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบหลายๆอย่างของ Internet of Things


รูปแบบต่างๆกันของการใช้ Internet of Things
      นับจากการมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพียงหลักแสน จนมาถึงหลักพันล้านในปัจจุบัน ที่มีทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ้ค เน็ตบุ้ค โทรศัพท์มือถือ มีสายและไร้สาย จากการประยุกต์ใช้งาน รับ-ส่ง อีเมล์ พื้นฐานมาจนสู่ World Wide Web และข้อมูลข่าวสารออนไลน์ มัลติมีเดีย จากปลายนิ้วสัมผัสของเราในเพียงไม่ถึงอึดใจ จุดเริ่มของความคิดนี้มาจากการติดบาร์โค้ด (รหัสแท่ง) ที่สินค้า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเทคโนโลยี RFID หรือ การระบุด้วยป้ายชื่อที่อ่านด้วยคลื่นวิทยุ ต่อมา เราก็นำเครื่องอ่าน RFID มาใช้ในการสังเกตการณ์ ว่ามีวัตถุอะไรผ่านมาที่จุดที่เราสนใจหรือไม่ เครื่องอ่านเหล่านี้ก็คือสายลับ หรืออุปกรณ์ตรวจสอบว่า มีวัตถุใดอยู่ใกล้ตัวมัน   การนำสิ่งของต่างๆมาติดป้ายและสามารถอ่านได้ทางระบบที่ต่อกับอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจการขนส่งสินค้า การควบคุมการผลิตในโรงงาน การขายปลีกในห้าง รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยในสนามบิน หรือการควบคุมการเคลื่อนไหวของสินค้า หรือการป้องกันการลักขโมยสินค้าในห้าง
หลายๆประเทศ เริ่มที่จะมีป้ายทะเบียนรถ หรือป้ายจ่ายค่าทางด่วนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการใช้เครื่องอ่านข้างถนน ตรวจสอบว่ารถที่วิ่งผ่านไปคือรถทะเบียนอะไร หากมีการใช้งานกันอย่างทั่วถึง การติดตามรถหาย คงไม่ต้องวิ่งตามแล้วครับ มันโผล่มาบนแผนที่เองเลยว่าอยู่ที่ไหน ส่งตำรวจไปดักจับข้างหน้าได้เลย
     ในปัจจุบัน RFID ถูกนำมาติดกับร่างกายของสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข หรือสัตว์ในฟาร์ม เพื่อใช้เป็นป้ายประจำตัวบอกชื่อว่าใครเป็นใคร หากท่านจะนำสุนัขของท่านไปยุโรป ท่านต้องไปให้นายทะเบียนทำป้ายอิเล็กทรอนิกส์ให้เพื่อบ่งบอกว่าใครเป็นเจ้าของ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์ส่วนใหญ่ ก็ต้องมีการติดป้าย RFID เพื่อบอกว่าใครเป็นใคร  การส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ หลายแห่งเริ่มมีการควบคุม ตอดเครื่องอ่านเพื่อคุ้มครองว่า สิ่งต่างๆเมื่ออยู่ระหว่างการขนส่ง ไม่มีใครเคลื่อนย้าย หรือนำสินค้าปลอมมาสลับสับเปลี่ยน หากมีใครเปิดคอนเทนเนอร์ รวมทั้งเคลื่อนย้ายสินค้าที่อยู่ระหว่างการเดินทาง เครื่องอ่าน RFID ที่ตู้คอนเทนเนอร์จะส่งสัญญาณแจ้งให้เจ้าของทราบทันที  การที่เรานำสิ่งของจำนวนมาก มาติดป้ายอิเล็กทรอนิกส์ และมีเครื่องอ่านอยู่ทุกหัวระแหง เราเรียกว่า “Internet of Things”
       หากป้ายชื่ออิเล็กทรอนิกส์มีอุปกรณ์ตรวจวัด (sensor) คอยตรวจจับสภาพแวดล้อมต่างๆ อยู่ด้วย ป้ายชื่อเหล่านั้นก็จะเก่งขึ้นอีก เช่น ในการส่งออกอาหารเยือกแข็ง จำเป็นต้องมีการรับรองว่าในระหว่างการขนส่ง ต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ถูกต้องตลอดเวลา ขณะนี้ในประเทศไทยเราสามารถสร้างป้ายชื่อที่มีระบบบันทึกอุณหภูมิซึ่งพร้อมที่จะรายงานประวัติการเดินทางได้ว่าผ่านหรือไม่ผ่านมาตรฐานที่ควบคุมด้านระบบจราจรและขนส่ง เช่นรถยนต์ จะมี sensor และระบบสมองกลฝังตัวที่ช่วยให้หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ หรือ ระบบสื่อสารระหว่างยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานจราจรเพื่อทราบสภาพจราจรล่วงหน้าเพื่อช่วยปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินทางให้หลีกเลี่ยงเส้นทางติดขัดหรือลดการสิ้นเปลือง และช่วยลดปัญหามลพิษเป็นต้น
ด้านการแพทย์สาธารณสุข ก็อาจจะได้เห็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ขนาดเล็กติดตัวผู้ป่วยหรือคนชราเพื่อติดตามเฝ้าระวังอาการและสื่อสารกับแพทย์และระบบข้อมูลสุขภาพได้ตลอดเวลา เหล่านี้เป็นต้น
          สำหรับแนวโน้มที่จะมีต่อไปในอนาคตของ Internet of Thingsนั้น
   จากการคาดการณ์ในผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม IT ในอีก 5 ปี ข้างหน้า ณ จากนี้ไป อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันชนิดต่างๆ จะเชื่อมกับระบบอินเทอร์เน็ต เพิ่มมากขึ้นกว่าปัจจุบันกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณกว่า แสนล้านชิ้น เนื่องจากอุปกรณ์ Sensor ต่างๆ ที่จะติดตั้งในอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน และส่งสัญญาณต่างๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจะมีราคาลดลงไม่น้อยกว่า 80-90% จากราคาในปัจจุบัน  การเชื่อมต่อโดยมี Sensor ที่เกิดขึ้นจากความทันสมัยซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำลงทุกๆ วันของ เทคโนโลยี Micro Electromechanical Sensors (MEMS) นั้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่บริบทของชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจจะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างสิ่งของในอุตสาหกรรมหนึ่งกับสิ่งของในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือ อุตสาหกรรมกับหน่วยงาน และ อื่นๆ อีกมากมาย
10 อันดับการประยุกต์ใช้ Internet of Things มาประกอบให้ดูด้ว        ทางด้านเว็บไซต์ IoT Analytics ได้ทำการสำรวจและจัดอันดับ โดยรวบรวมจากแหล่งบนอินเตอร์เน็ตยอดนิยมหลักๆ 3 แหล่งด้วยกัน คือ 1) สถิติการค้นหาใน Google,  2) การแชร์บน Twitter และ 3) จากที่มีคนพูดถึงบน Linkedin มาดูกันว่า อันดับจะเป็นอย่างไรกันบ้าง
รูปจาก iot-analytics.com
รูปจาก iot-analytics.com
รูปจาก www.witura.com
รูปจาก www.witura.com

1. Smart home   ไม่ค่อยน่าแปลกใจเท่าไหร่ที่ Smart Home จะถูกจัดอยู่ในอันดับหนึ่ง สำหรับเดือนที่สำรวจนั้นพบว่ามีผู้คนค้นหาบนกูเกิลด้วยคำว่า “Smart Home” มากกว่า 60,000 คนเลยทีเดียว โดยในฐานข้อมูลของ IoT Analytics มีบริษัทรวมถึง startup ต่างๆ อยู่มากถึง 256 บริษัทที่ทำเรื่อง Smart Home อยู่ในตอนนี้ และมีการเปิดให้ใช้งานแอพพลิเคชันทางด้าน IoT อยู่ในปัจจุบัน  จำนวนเม็ดเงินที่มีการลงทุนไปใน Smart Home ของบริษัท Startup ในปัจจุบันมีนั้นเกิน 2.5 พันล้านเหรียญไปแล้ว นี่ยังไม่ได้นับรวมบริษัท startups ชื่อดังอย่างเช่น Nest หรือ AlertMe เข้าไป และก็ยังไม่ได้รวมบริษัทข้ามชาติดังๆ อย่างเช่น Philips, Haier หรือ Belkin เข้าไป
รูปจาก www.thalmic.com
รูปจาก www.thalmic.com
2. Wearables  ยังเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทุกคนพูดถึง และในไทยเองค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนจากสินค้าหลายๆ ค่ายที่มาวางขายกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจาก SumsungJawbone หรือ Fitbit แต่ยังมีที่ผู้บริโภคยังคงรอคอยอยู่คือ Apple smart watch ที่คาดว่าจะปล่อยออกมาในราวเดือนเมษายนปีนี้ ยังมีจากค่ายอื่นๆ อีกมากมายที่ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ เช่น Sony ที่มีทั้งนาฬิกา และสายรัดข้อมือ, Myo ที่สั่งงานด้วยการเคลื่อนไหว (Gesture control) หรือแม้แต่LookSee ที่เป็นกำไลข้อมือออกแบบมาอย่างสวยงาม จากทั้งหมดของบริษัท Startup ทางด้าน IoT สำหรับ Wearable แล้ว จนถึงตอนนี้ดูเหมือน Jawbone จะเป็นบริษัทที่ทุ่มเงินลงทุนไปมากที่สุด น่าจะมากกว่า 500 ล้านเหรียญไปแล้ว

รูปจาก www.districtoffuture.eu
รูปจาก www.districtoffuture.eu
3. Smart City สามารถเป็นสิ่งที่อธิบายได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งรวมไปถึงตั้งแต่ระบบจัดการการจราจรไปจนถึงระบบจัดการน้ำ จัดการขยะ ระบบตรวจจับและเฝ้าระวังความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสังคมเมือง แต่สิ่งที่ถูดพูดถึงมากที่สุดคือพลังงานที่หลายๆ เมืองได้สัญญาว่าจะมาช่วยบรรเทาในการใช้ชีวิตในเมืองของทุกวันนี้


รูปจาก www.purdue.edu
รูปจาก www.purdue.edu
4.  Smart grids ไปเรื่องค่อนข้างเฉพาะเจาะจงอีกเรื่องหนึ่ง ในอนาคตนั้น smart grid จะเข้ามาใช้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ในรูปแบบที่จะเป็นอัตโนมัติมากขึ้นในการเพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือและเศรษฐศาสตร์ของพลังงานไฟฟ้าเอง ในเดือนที่สำรวจนั้นพบว่ามีมากกว่า 41,000 คนที่ค้นหาด้วยคำที่เกี่ยวข้องกับ Smart grid นี้ อย่างไรก็ตามสำหรับใน Twitter ยังไม่ค่อยจะมีพูดคนพูดถึงเรื่องนี้กันเท่าไหร่นัก (มีเพียง 100 คนต่อเดือนที่พูดถึงเรื่องนี้)
รูปจาก www.theextramilewithcharlie.com
รูปจาก www.theextramilewithcharlie.com

5.   Industrial internet     ซึ่งหมายถึง IoT สำหรับภาคอุตสาหกรรมและโรงงานการผลิต ขณะที่บริษัททางด้านวิจัยทางการตลาดเช่น Gartner หรือบริษัททางด้านเครือข่ายเช่น Cisco ได้มองว่า Industrial internet นี้เป็นอะไรที่มีโอกาสและความเป็นไปได้มากที่สุดแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่สินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไป (mass) อย่างที่ smart home หรือ wearable เป็น สำหรับใน Twitter แล้ว industrial internet ถูกพูดถึงมากที่สุดถึงประมาณ 1,700 ทวีตต่อเดือน
รูปจาก www.wired.com
รูปจาก www.wired.com
6. Connected car   เป็นส่วนที่มีการปรับตัวช้ากว่าในรูปแบบอื่นๆ เนื่องจากวงรอบในการพัฒนาในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์จะใช้เวลาประมาณ 2-4 ปี เรายังไม่ได้เห็นการพูดถึงในเรื่องนี้มากเท่าไหร่ในช่วงที่ผ่านมา ในส่วนของ BMW และ Ford ก็ยังไม่ได้ประกาศออกมาเป็นรูปร่างมากนัก ถึงแม้ทาง Google, Microsoft และ Apple ได้ประกาศเปิดตัวฟอร์มสำหรับ connected car ไปกันบ้างแล้ว
รูปจาก www.electronics-eetimes.com
รูปจาก www.electronics-eetimes.com
7.  Connected Health (Digital health/Telehealth/Telemedicine)    แนวคิดของระบบ connected health, Digital health หรือ smart medical ยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายนักในขณะนี้ แต่ก็มีหลายๆ ค่ายได้ปล่อยตัวระบบและอุปกรณ์มาให้เห็นกันบ้างแล้ว อย่างเช่น CellScope หรือ Swaive 
รูปจาก www.servicedesignmaster.com
รูปจาก www.servicedesignmaster.com
8.  Smart retail   สำหรับ Smart retail นั้นจะเข้ามาช่วยห้างร้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดีในการเพิ่มประสบการณ์ที่ดีสำหรับลูกค้าในการซื้อสินค้า แต่ในตอนนี้ระบบนี้ยังเริ่มต้นได้ไม่นานนักและสินค้าเฉพาะกลุ่ม เร็วๆ นี้คงได้เห็นกันมากขึ้น
รูปจาก www.aimms.com
รูปจาก www.aimms.com
9. Smart supply chain    ระบบนี้จะเป็นโซลูชั่นที่เข้ามาช่วยติดตามสินค้าที่กำลังขนส่งไปตามท้องถนน ซึ่งระบบนี้จริงๆ แล้วได้มีการใช้งานมาบ้างแล้ว แต่เมื่อพูดถึงในมุมมองของ Internet of Things ดูเหมือนว่าจะยังมีการพูดถึงอยู่ในวงจำกัด
รูปจาก www.ragusanews.com
รูปจาก www.ragusanews.com
10.   Smart farming  บ่อยครั้งที่ถูกมองข้ามเมื่อพูดถึง Internet of Things เพราะเนื่องจากมันไม่ค่อยเป็นที่รับรู้หรือถูกนึกถึงเมื่อเทียบกับด้านสุขภาพ มือถือ หรืออุตสาหกรรม แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากการทำไร่นาสวนต่างๆ เป็นการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ค่อนข้างห่างไกล ฉะนั้นการนำ Internet of Things มาประยุกต์ใช้เพื่อทำการมอนิเตอร์จึงเป็นอะไรที่สามารถปฏิวัติวงการการทำเกษตรได้เลยทีเดียวและยังมีอีสิ่งหนึ่งที่เราใช้งงานบ่อยๆแต่ไม่รู้ว่ามันคือ1ในรูปแบบต่างๆของ Internet of Thingsคือ Cloud Storage หรือ บริการรับฝากไฟล์ต่างๆ Cloud Storage คือ แหล่งเก็บข้อมูลบนก้อนเมฆ หรือสมัยก่อนที่เรียกกันว่าเว็บฝากไฟล์นั่นเอง สมัยนี้นิยมเก็บข้อมูลไว้ในก้อนเมฆมากขึ้น เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ ได้แก่ ไม่ต้องกลัวข้อมูลสูญหายหรือถูกโจรกรรม สามารถกำหนดให้เป็นแบบส่วนตัวหรือสาธารณะก็ได้ เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาทุกอุปกรณ์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีพื้นที่ใช้สอยมาก มีให้เลือกหลากกลาย ประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากเราไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เช่นฮาร์ดไดร์ฟ หรือ Flashdriveต่างๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าทั้งหมดจะไม่มีข้อเสียเลยทุกๆเทคโนโลยีย่อมมีขีดจำกัดของมันเองนะครับ ดังนั้นเรามาดูข้อเสียของ Internet of Things กันดีกว่า         ปัญหาด้านการส่งข้อมูล : หัวใจหลักของแนวคิด Internet of Thing คือระบบเครือข่ายที่เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูลของอุปกรณ์ต่างๆ และเครือข่ายที่สำคัญที่สุดคือ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต หมายความว่าแนวคิดนี้จะต้องพึ่งพาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากเครือข่ายดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว หรือเกิดการผิดพลาดทางการส่งข้อมูล ก็จะส่งผลให้อุปกรณ์ต่างๆ ไม่สามารถทำงานได้ปัญหาด้านความปลอดภัย : เมื่อทุกสิ่งถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน การรักษาความปลอดภัยยิ่งสามารถทำได้ยากยิ่งขึ้น เนื่องจากหากสามารถเจาะเข้าอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในเครือข่ายนั้นได้ ก็จะสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ชิ้นอื่นได้ง่ายขึ้น เนื่องจากแนวความคิด Internet of Thing นั้นคือการเชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ดังนั้นอุปกรณ์ทุกชิ้นจึงเปรียบเสมือนอยู่ในเครือข่ายข้อมูลเดียวกัน เท่ากับว่าข้อมูลทุกชนิดที่อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งได้รับ อุปกรณ์ชิ้นอื่นก็จะได้รับด้วย เนื่องจากต้องนำไปประมวลผลเพื่อทำงานร่วมกัน ซึ่งก่อนที่แนวคิดนี้จะถูกพัฒนาขึ้นอย่างสมบูรณ์คงต้องมีการพัฒนาด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเสียก่อนปัญหาการประมวลผลผิดพลาด : ถึงแม้แนวคิด Internet of Thing คือต้องการให้อุปกรณ์ต่างๆ ติดต่อสื่อสารกันเอง และกระทำสิ่งต่างๆ อัตโนมัติโดยไม่ต้องรอคำสั่งของผู้ใช้ แต่อย่างไรก็ต้องป้อนข้อมูล และเขียนโปรแกรมคำสั่งเพื่อให้อุปกรณ์นั้นๆ สามารถทำงานได้ ซึ่งบางครั้งอาจจะเกิดความผิดพลาดจากการเขียนคำสั่งไม่รัดกุม หรือครอบคลุมพอแนวความคิด Internet of Thing นั้นคือการเชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ดังนั้นหากอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งประมวลผลผิดพลาด ก็มีแนวโน้มว่าอุปกรณ์ชิ้นอื่นจะทำงานผิดพลาดตามไปด้วย และหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก็จะส่งผลให้หมดความน่าเชื่อถือไปทันที เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันปัญหาเกี่ยวกับผู้ใช้งาน : การที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากไปจะส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ติดความสบาย จนไม่สามารถทำเรื่องพื้นฐานได้ด้วยตนเอง รวมถึงการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นเรื่องสำคัญที่การรับรู้ของแต่ละบุคคลไม่เท่าเทียมกัน และเรายังมีคลิปการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Internet of Things มาให้ดูกันอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

อาการเสียและแนวทางแก้ไขปัญหาของแท็ปเล็ต

      1. เข้า play store ไม่ได้
วิธีการแก้ไข ลองตั้งเวลาให้ตรง  โดยเข้าไปที่การตั้งค่า > เวลาและวันที่ แล้วปรับค่าให้ตร ถ้ายังไม่ได้อีก ก่อนอื่นเข้าไปเคลียร์ค่าของ account ที่ใช้เข้า Play store ก่อน เข้าไปที่ setting > account&sync กดที่ account ที่ใช้เข้า play store กดที่มุมขวาบนที่เป็นจุด3จุดแล้วเลือก remove account จากนั้นเคลียร์ค่าของโปรแกรมโดยกลับออกมาข้างนอกสุดแล้วเข้าไปที่ setting > application แล้วกดที่แท็บ all จากนั้นหา market หรือ play store แล้วกดเข้าไปจะเจอปุ่มที่ชื่อ clear cache และ clear data ให้กดที่  clear cache ก่อนแล้วค่อยกดที่ clear data จากนั้นกดที่ Force stopเสร็จแล้วปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ ลองเข้า market/Play Store ดู ถ้ายังเป็นเหมือนเดิม ให้เข้าไป clear cache และ clear data และ Force stop กับ Google service ทุกตัว (ตัวที่เป็นรูปแอนดรอยด์สีเขียว) 
    
     2. ไม่มีแป้นพิมพ์ภาษาไทย
วิธีการแก้ไข สามารถโหลดจาก play store ได้เลย  โดยพิมพ์คำว่า hardware Thai  keyboard หลังจากนั้นเข้าไปที่การตั้งค่า > ภาษาและการป้อนข้อมูล > เลือกที่ gadgetdoor thai  keyboard >เลือกค่าเริ่มต้นเป็น gadgetdoor thai  keyboard  

    3.ใส่ซิมแล้วไม่เจอสัญญาณอินเตอร์เน็ต
วิธีการแก้ไข ให้ลองปิดเครื่องแล้วรีสตาสดูใหม่ก่อน  ถ้ายังไม่ขึ้นสัญญาณ อาจจะต้องทำการเซ็ตค่า Apn โดยค้นหาคำว่า Apn ใน google ตามเครือข่าย

    4. แท็บเล็ต (Tablet)ทัชไม่ได้
วิธีการแก้ไข ลองปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ โดยกดปุ่มปิดเครื่องค้างไว้ประมาณ 10 วินาทีจนกว่าเครื่องจะดับไปเองแล้วเปิดใหม่ดู ถ้ายังไม่หายให้กดให้ทำการลง firmware ใหม่ โดยสามารถส่งเมลล์มาขอได้ที่ support@gadgetdoor.com หรือ สามารถนำเครื่องเข้ามาให้ทางร้านลงfirmwareใหม่ให้ได้ครับ และถ้ายังไม่หาย น่าจะเป็นที่ hardware แล้ว ต้องนำเครื่องมาให้ช่างดูอาการอีกที 

     5. ขณะเล่นอยู่มันขึ้นว่าแอพ (application)หยุดทำงานให้กด รอ/ตกลง ตลอด
 วิธีการแก้ไข
         1. อาจจะเป็นที่อาการค้างขอโปรแกรมแค่ชั่วขณะเพียงแค่กดรอก็สามารถใช้งานต่อไปได้เลย
         2.อาจจะเป็นที่แอพ ให้เราลบแอพตัวนั้นออกไปก่อนแล้วลงใหม่ครับถ้ายังไม่ได้ให้ลองหาเวอร์ชั่นอื่นลงดู              3.อาจจะเป็นที่ firmware ตัวเครื่องมีปัญหา แก้ได้โดย  
                 3.1.เข้าไปที่การตั้งค่า>แอพพลิเคชั่น>ทั้งหมด>ล้างแคช>ล้างข้อมูล>หยุดการทำงาน ถ้ายังไม่หายให้เข้าเหมือนเดิมแล้วสั่งปิดการใช้งานไปเลย(หมายเหตุ ถ้าเป็นแอพที่จำเป็นต่อเครื่องอาจจะทำให้เครื่องค้างได้เพราะฉะนั้นต้องดูดีๆก่อนที่จะปิดการใช้งาน)
                 3.2.ให้ลองทำการ factory reset ดูก่อน โดยเข้าไปที่การตั้งค่า>การสำรองข้อมูลและการรีเซ็ต>รีเซ็ตข้อมูลเป็นค่าเริ่มต้น>ตกลง3.3.ถ้าทำข้างต้นหมดแล้วยังไม่หายให้ทำการลง firmware ใหม่ โดยสามารถส่งเมลล์มาขอได้ที่ support@gadgetdoor.com หรือ สามารถนำเครื่องเข้ามาให้ทางร้านลงfirmwareใหม่ให้ได้

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

ส่วนประกอบของ tablet และ Software ที่ใช้ภายใน Tablet

ส่วนประกอบของ tablet และ Software ที่ใช้ภายใน Tablet

ส่วนประกอบของ Tablte.
1. ระบบปฎิบัติการ
 Tablet PC ก็เหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วๆไปที่ต้องมีระบบปฎิบัติการ(Microsoft Windows) แต่ของ Tablet PC ก็จะมีระบบปฎิบัติการเฉพาะเช่นกัน ซึ่งระบบปฎิบัติการมีหลากหลายระบบ ที่ Tablet PC ต่างเลือกใช้
  1. ระบบ iOSiOS เป็นระบบปฎิบัติการของ Apple โดย iOS นั้นมีทั้งบน iPhone, iPod Touch และ iPad แต่ทั้ง 3 ตัวมีวัตถุประสงค์การใช้งานต่างกันไปอย่างชัดเจน โดย iPad นั้น apple กำหนดให้เป็น Tablet ที่ใช้งานด้านการเล่นเน็ต, เปิดไฟล์, ดูหนังฟังเพลง, อ่าน E-Book เป็นหลัก ด้ ซึ่ง iOS มีจุดเด่นทั้งเรื่องความเร็ว, การตอบสนองของโปรแกรม, โปรแกรมและเกม ที่รองรับ iOS มีให้เลือกลงได้มากกว่า 350,000 โปรแกรมโดยสรุปนั้น iOS เหมาะกับคนที่ต้องการใช้งานด้านความบันเทิงเป็นหลัก รวมถึงมีโปรแกรมสนับสนุนให้เลือกใช้(และเสียเงิน)ที่มีมาก
  2. Android OSAndroid OS ถือได้ว่ามีระดับความนิยมที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอันมีผลมาจาก(1) Android OS เป็นซอฟต์แวร์แบบ Open Source ที่ทำให้มีผู้นำไปพัฒนาต่อยอดได้ (2) Google ให้การสนับสนุน และ (3) หลายค่ายให้ความสนใจคว้าไปใส่ในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ทำให้มีผลิตภัณฑ์ในตลาดค่อนข้างมาก จุดนี้จึงกลายมาเป็นจุดแข็งของ Android อีกจุดหนึ่ง ที่กำลังไล่ตาม Apple มาติดๆ
  3. Windows OSWindows ถือเป็น OS ระดับตำนานที่ครั้งนึงเป็นผู้บุกเบิกนำ Windows จับมาใส่บน Tablet PC แต่กลับไม่ได้รับความนิยม จนต้องหยุด แต่ Windows สำหรับ Tablet PC ไม่ได้ตายสนิท จะพบว่ากระแสข่าวของ Windows จะกลับมาโลดแล่นบน Tablet PC อีกครั้ง
  4. Symbian OSSymbiam คือ ระบบปฏิบัติการประเภท Opensource เช่นเดียวกับ Andriod เป็นระบบปฎิบัติการ ที่ใช้งานบนโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะของ Nokia ส่วนใน Tablet PC ในปี 2555 นี้ Symbian คงเป็นอีก OS ที่จะเข้ามาร่วมวงด้วยแน่


2. ขนาดและรูปฟอร์ม
ปัจจุบัน Tablet PC มีขนาดที่แบ่งออกเป็นกลุ่ม หลักๆ อยู่ 3 กลุ่ม คือ  กลุ่ม 5 นิ้ว, กลุ่ม 7 นิ้ว และกลุ่ม 10 นิ้ว โดย iPad ของ Apple ซึ่งปัจจุบันยังคงสร้างด้วยมาตรฐานบนขนาดประมาณ 9 นิ้ว ก็ถือว่าอยู่ในกลุ่ม 10 นิ้ว ด้วย  แต่ด้วยกลยุทธ์การตลาดของบางแบรนด์ได้ออกรุ่นที่มีขนาดอื่นๆออกมา เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งขนาดที่แยกย่อยเหล่านี้ อาจดูโดดเด่นในระยะเวลาหนึ่ง แต่ระยะเวลาคงอยู่ในตลาดก็เป็นเรื่องที่น่านำมาพิจารณาว่าจะยังคงยึดติดในตลาดได้ยาวนานเพียงใด เพราะจะส่งผลถึงชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับการซ่อมแซม รวมไปถึง accessories อุปกรณ์สนับสนุนโดยเฉพาะตัว case หรือกระเป๋าที่อาจจะหาไม่ได้ 



ข้อสังเกตุ
iPad ของ Apple จะเป็นแบรนด์ที่มีความคงทน ทั้งในตัวสินค้าและaccessories อุปกรณ์สนับสนุนทุกชนิด

3. กล้อง 
นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ Tablet มีกระแสตอบรับในผู้บริโภคไอที เพราะเป็นส่วนช่วยให้การติดต่อสื่อสารในโลกออนไลน์มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน กล้องมาตรฐานที่มีมาใน Tablet PC จะมีอยู่ 2 ตัว ที่เรียกว่ากล้องด้านหน้า และกล้องด้านหลัง 
กล้องด้านหน้า(1) มีไว้เพื่อการเชื่อมต่อในการสนทนา ความละเอียดไม่สูงมากนัก 0.3 - 2 MP
กล้องด้านหลัง(2) มีจุดประสงค์หลักในการถ่ายภาพเป็นการเฉพาะ จึงมีความละเอียดค่อนข้างสูง อยู่ระหว่าง 3-5 MP พร้อม flash ในตัว


4. การเชื่อมต่อเครือข่าย
 ลักษณะการใช้งานโดยทั่วไปแล้ว Tablet PC จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม นั่นก็คือ
  1.  แบบที่มีการเชื่อมต่อเฉพาะ WiFi
  2. แบบที่เชื่อมต่อทั้ง WiFi และโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G (ซึ่งสามารถเชื่อต่อระบบอินเทอร์เน็ตได้โดยตรง นอกจากนี้ ในบางรุ่นยังรองรับการโทรศัพท์ได้ด้วย ซึ่งการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์ผู้ซื้อต้องพิจารณาให้ดีด้วยเพราะแต่ละเครื่องอาจจะรองรับไม่ครบทุกระบบ) 
Tablet PC ทุกเครื่องทุกแบรนด์จะต้องสนับสนุนการเชื่อมต่อแบบไร้สาย (IEEE 802.11 b/g/n)รวมถึง Bluetooh ไม่ว่าจะเป็น 2.x หรือ 3 นอกจากนี้ยังต้องมี GPS ด้วย

5. เชื่อมต่อเสริมอุปกรณ์อื่น
นอกจากส่วนเชื่อมต่อระบบชาร์จไฟแล้ว ก็จะมีส่วนเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกเครื่อง ได้แก่ 
  1. ช่องต่อสำหรับหูฟัง (3.5 mm Audio headphone jack)
  2. ช่องต่อสัญญาณแบบ (mini) HDMI สามารถนำภาพออกผ่านสาย HDMI ได้เลย
  3. ช่องต่อสาย USB บางรุ่นสามารถนำ Flash Drive หรือ External Harddisk มาต่อได้โดยตรง บางรุ่นต้อง Adapter แปลงหัว 20 หรือ 30 Pin มาแปลงเป็น USB
  4. ช่องต่อส่วนการอ่าน media card
  5. สำหรับรุ่นที่เชื่อมสัญญาณโทรศัพท์ก็จะมีช่องใส่ SIM card เพื่อโทรออก หรือต่ออินเทอร์เน็ต
  6. ส่วนเชื่อมต่อช่องเสียบ Micro SD Card
แต่ Tablet PC ที่มีการผลิตก็จะถูกออกแบบมา ใน 2 ลักษณะคือ 
5.1 แบบเชื่อมต่อโดยตรง ซึ่ง Tablet PC กลุ่มนี้จะมีความพร้อมในการใช้งานมากกว่า แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตัวโครงสร้างมีขนาดค่อนข้างหนาสักนิด ดังตัวอย่าง ด้านล่าง

5.2 อีกแบบที่คงเอกลักษณ์ด้านความบาง ทำให้การออกแบบโครงสร้าง(body) ต้องลดช่องการเชื่อมต่อ หลายๆ อย่างออกไป แต่การเชื่อมต่อ เป็นเรื่องจำเป็น จึงต้องพึ่งพาอุปกรณ์เชื่อมต่อกลางที่เรียกว่า adapter ซึ่งเมื่อนำมาต่อใช้งานก็ค่อนข้างดูไม่เรียบร้อย ซึ่งลักษณะแบบนี้ที่เห็นได้ชัดเจนก็มี Galaxy Tab รวมถึง iPad ของ Apple ด้วย



 6. หน่วยประมวลผล
นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งของ Tablet PC ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาความแรง เร็วในการประมวลผล ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ไวขึ้น สำหรับหน่วยประมวลผล จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
6.1 CPU
หน่วยประมวลผลกลาง หรือ CPU ถูกพัฒนาความเร็ว มาหลายระดับตั้งแต่ 800 MHz ปัจจุบัน (มกราคม 2555) มีความเร็วในระดับ 1.5 GHz dual core
สำหรับ CPU ที่ใช้ใน Tablet PC มีหลากหลายรุ่น อาทิ
ARM Cortex A8 แบบ Single Core ความเร็ว 1.0 GHz, 
Allwinner A10 แบบ Single Core ความเร็ว 1.2 GHz
Oak Trail chip แบบ Single Core ความเร็ว 1.5 GHz
Apple A5 แบบ Dual Core ความเร็ว 1.0 GHz
ARM Cortex A9 แบบ Dual Core ความเร็ว 1.5 GHz
AMD C-50 แบบ Dual Core ความเร็ว 1.0 GHz
nVidia Tegra 2 Dual Core ความเร็ว 1.0 GHz
Intel Atom N450 Single Core ความเร็ว 1.0 GHz
Intel Atom N550 Dual Core ความเร็ว 1.0 GHz
และในปลายปี 2555 CPU ระดับ Quad core ก็จะมีใน Tablet PC ในหลายแบรนด์




6.2 Graphic Core
เป็นหน่วยประมวลผลกราฟิกเพื่อแสดงข้อมูลออกมาบนจอภาพ เป็นอีกสิ่งที่มีการพัฒนาทำให้การแสดงผลมีความละเอียด ตอบสนองในการแสดงผลที่ resolution ระดับ HD ปัจจุบันมี graphic core ที่ใช้ใน Tablet ดังนี้
PowerVR SGX535 ของ intel
AMLogic 8726-M
ATI Radeon HD 6250
Mali-400 OpenGL ES2.0/VG

7. หน่วยความจำชั่วคราว : Ram 
เป็นอีกปัจจัยสำคัญของการทำงานใน Tablet PC เหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป ที่จำเป็นต่อการทำงานในการประมวลผลที่รวดเร็ว ราบรื่น ซึ่งก็มีตั้งแต่ 128 MB 256 MB 512 MB จนถึง 1024 MBซึ่งถ้ามีมากขึ้นก็จะส่งผลให้ทำงานได้ ดียิ่งขึ้น 
8. ระบบเสียง
เป็นอีกสิ่งที่นับเป็นเสน่ห์สำคัญของ Tablet ซึ่งในหลายแบรนด์สามารถให้ระบบเสียงที่มีความสมจริงคมชัด ด้วยระบบที่แตกต่างกันไป อาทิ SRS Sound, แต่สำหรับความดังแล้ว คงดังพอสมควรเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ผลิตระบบเสียงสำหรับต่อพ่วง Tablet PC ที่เห็นมีมากที่สุดก็ใช้กับ iPad ส่วนฝั่ง Andriod ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ต่างๆ ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากผู้ใช้จะหามาต่อเพิ่มจะต้องซื้อชุดลำโพงโมบายแล้วต่ออกทาง ช่องหูฟัง เท่านั้น

9. หน้าจอและการแสดงผล
ส่วนนี้ถือเป็น interface สำคัญในการติดต่อระหว่าง Tablet PC กับผู้ใช้ ตัวหน้าจอจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
1. แบบ Resistive 
เป็น touchscreen ต้นทุนต่ำ ต้องใช้ของแข็งเช่น Stylus ในการจิ้มสั่งการไม่รองรับ multitouch (แต่อนาคตกำลังมี software ที่สนับสนุนให้ใช้ multitouch ได้)
2. แบบ Capacitive.
เป็นเทคโนโลยีที่มีราคาสูงกว่า Resistive รองรับการใช้นิ้วจิ้มสั่งการแบบ multitouch ที่ตอบสนองได้เร็ว

ส่วนวัสดุ มีการพัฒนาโดยใช้วัสดุที่แตกต่างกันไปอาทิ Sony จะใช้ LED-backlit IPS, ทาง Toshiba ก็ใช้ Regza Resolution ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการแสดงผลในจอทีวีของตนเอง การสัมผัสหน้าจอต้องมีจุดสัมผัสที่ครอบคลุมในทุกตำแหน่งของหน้าจอด้วย(multi touch multi point) ซึ่งในแต่ละแบรนด์จะมีการบ่งบอกคุณลักษณะนี้ อาทิ 5 point Multi Touch
นอกจากนั้นการแสดงผลก็ให้รายละเอียดที่แตกต่างกัน อาทิ 
800 x 480 pixels (16:9)
1,024 x768 pixels (16:9)
1,280x800 pixels (16:10)
หัวใจสำคัญอีกประการในส่วนการแสดงผลของ Tablet PC ก็คือ ระบบ Gravity Sensor (G-Sensor) สำหรับตรวจสอบระดับและตำแหน่งแกนการใช้งานของตัวเครื่อง ไม่ว่าท่านจะใช้งานในแนวตั้งหรือแนวนอน ระบบจะทำการปรับหน้าจอมาอยู่ตำแหน่งการแสดงผลข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ Tablet PC ส่วนใหญ่ จะรองรับการ sensor 4 แกน แต่ก็มีประเภท 3 แกนก็มี ซึ่งจะมีผลให้การ sensor ทำได้ไม่ไวเท่าที่ควร
10. ซอฟท์แวร์สนับสนุน
ทั้งสองค่ายไม่ว่า iOS ของ Apple กับ Andriod ต่างให้การพัฒนา application สำหรับใช้ใน Tablet ของตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแบบใช้ฟรี หรือต้องจ่ายค่าใช้งานก็ตาม ณ วันนี้แม้ว่าฝั่งทาง Apple ดูจะมี App รองรับการทำงานที่มากกว่าก็ตาม แต่ด้วยการที่ Andriod เป็น Opensource ก้เป็นส่วนช่วยให้ App ของฝั่ง Andriod มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

11. พื้นที่เก็บข้อมูลภายใน
จากการที่ Tablet PC มีขนาดค่อนข้างบาง ดังนั้นเพื่อประหยัดพื้นที่ หน่วยเก็บข้อมูลจึงใช้ระบบ Solid state ทั้งหมด ขนาดความจุที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะมีตั้งแต่ 8GB, 16GB, 32GB และ 64GB นอกจากนี้ยังมีการนำหน่วยเก็บความจุขนาดใหญ่แบบ harddisk มาใช้ในการเก็บข้อมูล อาทิ Gigabyte รุ่น S-1080 ใช้หน่วยเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ถึง 320 GB เลยที่เดียว
12. พลังงานและระยะเวลาการใช้งาน 
สิ่งนี้นับเป็นปัจจัยอีกประการในการพิจารณาการมีไว้ใช้ เพราะการใช้ Tablet PC ส่วนใหญ่ จะใช้งานแบบพกพา ไม่ได้เสียบสายไฟไว้ ดังนั้น Tablet PC ต้องสามารถทำงานได้ยาวนาน ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากแบตเตอรี่ภายใน ซึ่งค่าความจุพลังงานจะมีแตกต่างกันไป (ตัวเลขมาก ความจุยิ่งมากการใช้งานยิ่งยาวยาน) อาทิ 1,600 mAh, 3250mAh(ใน Lenovo), 4000mAH, 5100mAh(ใน galaxy tab7.7นิ้ว), 6100mAh(ใน galaxy tab8.9นิ้ว), 7000 mAh(ใน galaxy tab10.1นิ้ว) และในอนาคตจะมีขนาดสูงถึง 14,000 mAh(จะมีใช้ใน New iPad)
สำหรับระยะเวลาการใช้งานจะอยู่ 5 - 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ Tablet PC ยังต้องมีระบบจัดการพลังงาน เพื่อควบคุมการใช้พลังงานใน mode ที่ระบบตรวจสอบว่าผู้ใช้ไม่ได้ใช้งานอีกด้วย


วิดีโอแสดงระบบปฏิบัติการต่างๆภายใน tablet